เทศกาลสงกรานต์

สงกรานต์

ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๖

ปีมะเส็ง (มนุษย์ผู้ชาย ธาตุไฟ) เบญจศก จุลศักราช ๑๓๗๕ ทางจันทรคติ เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติสุรทิน
       วันที่ ๑๔ เมษายน เป้น วันมหาสงกรานตื ทางจันทรคติตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๒ นาฬิกา ๐๒ นาที ๐๒ วินาที
        นางสงกรานต์ ทรงนามว่า มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหาร เนื้อทราย พระหัตถืขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาเหนือหลังนกยูงเป็นพาหนะ
        วันที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๐๕ นาฬิกา ๕๖ นาที ๒๔ วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น ๑๓๗๕ ปีนี้ วันพฤหัสบดี เป็นธงชัย วันอาทิตย์ เป็นอธิบดี วันพุธ เป็นอุบาทว์ วันอังคาร เป็นโลกาวินาศ
         ปีนี้ วันศุกร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๖๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๖๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๑๒๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๘๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๒๔๐ ห่า นาคให้น้ำ ๑ ตัว
          เกณฑัญญาหาร ได้เศษ ๐ ชื่อ ปานะ ข้าวกล้าในภูมินาจะได้ผล ๑ ส่วน เสีย ๙ ส่วน มหาชนร้อนใจด้วยอาหารแล
เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีอาโป (น้ำ) น้ำมาก

 

เทศกาลสงกรานต์
เทศกาลสงกรานต์ คือ เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของไทย ตามปรกติเทศกาลสงกรานต์จะกินเวลานานถึง ๓ วัน คือ วันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน ของทุกปี โดยวันที่ ๑๓ เป็นวันมหาสงกรานต์ วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา และวันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศก ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๓ รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ ๑ มกราคม ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่
เทศกาลสงกรานต์นี้เป็นประเพณีที่ไทยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย จากนั้นจึงแพร่หลายสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ลาว และเขมร เฉพาะคำว่า “สงกรานต์” มีรากศัพท์มาจากภาษสันสกฤต (สงฺกฺรานฺติ) แปลว่า ผ่าน หรือเคลื่อนย้ายเข้าไป คำว่าผ่านหรือเคลื่อนย้าย นี้หมายถึง การที่พระอาทิตย์เคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งตรงกับช่วงเดือนเมษายนพอดี
คำว่า “ราศี” เป็นศัพท์ที่ใช้ในวงการโหราศาสตร์ หมายถึง ส่วนหนึ่งๆ ของท้องฟ้าที่โหราจารย์แต่โบราณได้แบ่งออกเป็น ๑๒ ส่วน/ราศี แต่ละราศีมี ๓๐ องศา รวม ๑๒ ราศี จึงเป็น ๓๖๐ องศา อันเท่ากับเนื้อที่ทั้งหมดของวงกลม
ประวัติวันสงกรานต์
วันสงกรานต์ เป็นนิทานปรัมปรา เล่าสืบต่อกันมา ในสมัยโบราณมีเศรษฐีอยู่คนหนึ่งเป็นผู้มีทรัพย์อนันต์ แต่เป็นผู้อาภัพเพราะไม่มีบุตรไว้สืบสกุล วันหนึ่งท่านเศรษฐีถูกนักเลงสุราคนหนึ่งเยาะเย้อว่า มีทรัพย์มากมายเสียเปล่าแต่ไม่มีบุตรไว้สืบสกุล เมื่อสิ้นบุญของตนแล้วทรัพย์นั้นก็ไร้ค่าหาประโยชน์อันใดมิได้ เศรษฐีน้อยใจจึงไปบนบานกับพระอาทิตย์พระจันทร์เพื่อขอบุตรไว้สืบสกุล เวลาผ่านไปถึง ๓ ปีก็ยังไม่สมหวัง ครั้นอยู่มาจนถึงฤดูคิมหันต์ (ฤดูร้อน) เดือนจิตรมาส (เดือน๔) มหาชนในชมพูทวีปมีเทศการรื่นเริ่ง

 

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์: